
อัพเดท ณ วันที่ 13/11/67
โรคเบาหวานจัดเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่หลายคนรู้จักเป็นอย่างดี
โดยเป้าหมายหลักของการรักษาโรคเบาหวาน คือ
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
ซึ่งจำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และมีความเข้าใจในการใช้ยาอย่างถูกต้อง
เราจึงขอนำเสนอ
สาระความรู้เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถใช้ยาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนี้
ปัจจุบันยารักษาโรคเบาหวานมี 2 รูปแบบ ได้แก่ ยาเม็ดรับประทานและยาฉีดอินซูลิน
1. ยาเม็ดรับประทานรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งมีทั้งแบบก่อนอาหารหรือหลังอาหาร ดังนั้น
ต้องรับประทานยาตามที่ฉลากระบุ หรือตามที่แพทย์ เภสัชกรกำหนดเท่านั้น
ซึ่งจะแบ่งเป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
- ซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylureas) เช่น ไกลเบนคลาไมด์(Glibenclamide) กลิพิไซด์ (Glipizide) ควรรับประทานก่อนอาหาร 30 นาที วันละ 1 - 2 ครั้ง ตามแพทย์สั่ง
- ไบกัวไนด์ (Biguanides) เช่น เมทฟอร์มิน (Metformin) ควรรับประทานหลังอาหารทันที เพื่อ
ลดอาการแทรกซ้อนของข้างเคียงที่ทางเดินอาหารวันละ 2 - 3
ครั้ง ตามแพทย์สั่ง
- อัลฟากลูโคซิเดส
อินฮิบิเตอร์ (Alpha-glucosidase
inhibitor) เช่น อะคาร์โบส (Acarbose) หรือ กลูโคเบย์ (Glucobay)
ควรรับประทานยาพร้อมกับอาหารคำแรก
โดยแพทย์จะปรับให้สอดคล้องกับมื้ออาหารที่ผู้ป่วยรับประทาน
- ไธอะโซลิดีนไดโอน (Thiazolidinedione) เช่น โรซิกลิธาโซน (Rosiglitazone) ไพโอกลิทาโซน (Pioglitazone) รับประทานหลังอาหาร 15
- 30 นาที วันละ 1 - 2
ครั้ง ตามแพทย์สั่ง
2. ยาฉีดอินซูลิน แบ่งออกเป็น 2
ชนิด คือ
ยาฉีดอินซูลินชนิดน้ำใส และยาฉีดอินซูลินชนิดน้ำขุ่น ก่อนฉีดต้องคลึงขวดยาเพื่อให้มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับร่างกาย
โดยคลึงบนฝ่ามือไปมาเบา ๆ ห้ามเขย่าขวด เพราะจะทำให้เกิดฟองอากาศ สามารถฉีดเข้าใต้ผิวหนังตามบริเวณต่าง
ๆ คือ หน้าท้อง ต้นแขน หน้าขา และสะโพก
โดยตำแหน่งที่ดีที่สุด คือ หน้าท้อง เนื่องจากการดูดซึมของยาคงที่
แต่ควรฉีดห่างจากรอบสะดือ 1 - 2 นิ้ว
และควรหมุนเวียนเปลี่ยนจุดที่ฉีด ไม่ควรฉีดซ้ำตำแหน่งเดิมทุกวัน
การฉีดยาอินซูลินมีความสัมพันธ์กับมื้ออาหารและชนิดของยา
ถ้าฉีดอินซูลินชนิดที่ออกฤทธิ์สั้นมากควรฉีดยาก่อนมื้ออาหาร 15 นาที และถ้าฉีดอินซูลินชนิดออกฤทธิ์สั้นควรฉีดยาก่อนมื้ออาหาร 30 นาที
ส่วนอินซูลินชนิดออกฤทธิ์ปานกลางหรือออกฤทธิ์ยาวอาจฉีดก่อนอาหารหรือก่อนนอน ซึ่งในการฉีดอินซูลินนั้นควรฉีดเวลาใกล้เคียงกันในแต่ละวันเพื่อให้ระดับน้ำตาลมีความสม่ำเสมอ
หลักการใช้ยารักษาเบาหวาน คือ
1. ต้องรับประทานยา และ/หรือ
ฉีดอินซูลินอย่างสม่ำเสมอทุกวันตามแพทย์สั่ง
เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะอื่น ๆ ห้ามหยุดยา
ห้ามเพิ่มหรือลดขนาดยาเอง
2. ยารักษาเบาหวานส่วนใหญ่ออกฤทธิ์สัมพันธ์กับมื้ออาหารควรตั้งนาฬิกาปลุกหรือการแจ้งเตือน
เพื่อให้รับประทานยา และ/หรือ ฉีดอินซูลินได้ตรงเวลา
3. ไม่ควรนำยาของคนอื่นมารับประทาน
4. ควรพบแพทย์ตามนัดและแจ้งแพทย์ทุกครั้งเกี่ยวกับความสม่ำเสมอของการใช้ยา
เพราะอาจมีผลต่อค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่เปลี่ยนแปลงไป
5. หากมีผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ยาควรไปพบแพทย์ทันที
6. ไม่ควรหาสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อหวังลดระดับน้ำตาลในเลือดมารับประทานเอง
เนื่องจากอาจมีผลกับยาปัจจุบันที่ใช้รักษา และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง
7. เก็บรักษายาให้เหมาะสม สำหรับยารับประทาน หากต้องการแบ่งรับประทานยา ควรแบ่งใส่ตลับสำหรับบรรจุยาให้พอใช้ในแต่ละวัน ไม่ควรแบ่งยาล่วงหน้าโดยเฉพาะยาที่อาจชื้นง่ายหรือจำเป็นต้องเก็บพ้นแสง ส่วนยาฉีดอินซูลินควรเก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4-8 องศาเซลเซียส โดยวางในตู้เย็นยกเว้นฝาตู้เย็นและช่องแช่แข็ง และแยกบริเวณเก็บยาออกจากบริเวณเก็บอาหาร สำหรับอินซูลินที่เปิดใช้แล้วสามารถวางไว้นอกตู้เย็นได้หากอุณหภูมิไม่สูงมาก แต่ต้องใช้ขวดนั้นให้หมดภายใน 30 วัน
ข้อมูลอ้างอิง
New tab (mahidol.ac.th)
https://oryor.com/%E0%B8%AD%E0%B8%A2/detail/media_specify/714
https://somdej.or.th/?p=7015
https://www.nur.psu.ac.th/nur/file_unit/134120181018155740.pdf (Page 42-47)
https://sriphat.med.cmu.ac.th/th/knowledge-802
https://www.doctor.or.th/article/detail/4749
https://www.rajavithi.go.th/rj/wp-content/uploads/2017/02/00-Title-Cont-Diabetic1.pdf
(Slide 71-74)