อย. ร่วมศุลกากร เดินหน้าเข้มตาม
MOU เสริมศักยภาพ 160 ผู้นำเข้า สู่ความเป็นเลิศ
ลดความล่าช้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการปลดล็อกความรวดเร็วในการตรวจปล่อยสินค้า
ณ ด่านอาหารและยา เพื่อสนับสนุนมูลค่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพปี 2568 ที่ 481,000 ล้านบาท และการส่งออกโดยรวม 543,000
ล้านบาท อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยสู่เวทีโลก
เภสัชกรเลิศชาย เลิศวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า
ตามที่สำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา
ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจกับกรมศุลกากร เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร
“ผู้นำเข้าและตัวแทนออกของ: ผลิตภัณฑ์สุขภาพ” โดยมีสาระสำคัญ คือ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพและการดำเนินการพิธีการศุลกากร
เพื่อเพิ่มความถูกต้องรวดเร็ว เพิ่มโอกาสในการแข่งขัน
พร้อมทั้งประกาศความร่วมมือในการพัฒนาการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพสู่ความเป็นเลิศ
ทั้งนี้
ปัจจุบันยังคงพบปัญหาสำคัญเกี่ยวกับผู้นำเข้าและตัวแทนออกของบางส่วนยังคงขาดความรู้
ความเข้าใจที่ถูกต้อง และแม่นยำเกี่ยวกับกฎระเบียบ ข้อกำหนด
รวมถึงขั้นตอนการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพตามกฎหมาย
ซึ่งส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการตรวจปล่อยสินค้า ณ ด่านอาหารและยา
และอาจนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนในการดำเนินงานได้ อย.
จึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้สอดรับตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง อย. และกรมศุลกากร
พร้อมทั้งยกระดับการดำเนินงานด้านการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพให้มีมาตรฐานเดียวกันและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน
ในระหว่างวันที่ 22 – 24 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
โดยมีผู้เข้ารับการอบรมกว่า 160 ราย โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกฎระเบียบและข้อกำหนดล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า
ข้อควรระวังสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดและถูกกฎหมาย และกรณีศึกษาที่สำคัญเพื่อเป็นบทเรียนในการปฏิบัติงาน
ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศสู่เวทีโลก
รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า การเสริมสร้างทักษะความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้ประกอบการเหล่านี้จะช่วยให้การนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพเป็นไปอย่าง
รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน