อย.
จัดชี้แจงแนวทางปฏิบัติการแบ่งขายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ใช้ในบ้านเรือน
ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ในความรับผิดชอบของ อย. ณ Refill
Station แก่ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ เน้นมาตรฐานความปลอดภัยตามกฎหมายใหม่ พร้อมขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในการลดขยะพลาสติก
เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
วันนี้
(12 มีนาคม 2569) นายแพทย์พิเชษฐ พืดขุนทด
รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่
1 ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารับผิดชอบเพื่อแบ่งขาย ณ จุดบริการ (Refill Station)เพื่อให้ผู้ประกอบการที่สนใจดำเนินธุรกิจรูปแบบจุดเติม หรือ Refill Station ปฏิบัติให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยตามกฎหมายใหม่ พร้อมจัดติวเข้มเจ้าหน้าที่ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
(สสจ.) ในวันที่ 13 มีนาคม 2569 เพื่อสร้างมาตรฐานการกำกับดูแลที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศ เป็นการส่งเสริมการประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน
ซึ่งการประชุมทั้ง 2 ครั้ง จัดขึ้น ณ ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
และระบบการประชุมทางไกลออนไลน์
นายแพทย์พิเชษฐ
พืดขุนทด รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio – Circular - Green
Economy) เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร
ส่งผลให้ธุรกิจ Refill Station ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ใช้ในบ้านเรือนที่เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1
เช่น ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ล้างรถ ซักผ้า ทำความสะอาดพื้นผิวในบ้านเรือน ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่
1 เป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในความดูแลของ อย. จึงต้องมีการกำกับดูแลให้เหมาะสมและเกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
การประชุมในครั้งนี้ จึงเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่ที่กำลังมีผลบังคับใช้ในวันที่
18 มิถุนายน 2569 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์สำคัญเพื่อให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง
เช่น การแจ้งข้อเท็จจริงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ การจัดเตรียมสถานที่แบ่งขายและอุปกรณ์ที่ใช้แบ่งขายที่ต้องมั่นคงแข็งแรงและมีมาตรการป้องกันการหกรั่วไหล
รวมถึงการแสดงฉลากสำหรับปิดบนภาชนะที่นำมารองรับผลิตภัณฑ์ ณ จุดบริการ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนเสมือนการซื้อผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบเดิม
ตลอดจนติวเข้มเจ้าหน้าที่ อย. และเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)
ทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันทุกภาคส่วนในการกำกับดูแลสถานประกอบการในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า
การผลักดันมาตรฐาน Refill
Station นอกจากจะช่วยให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจภายใต้กรอบกฎหมายแล้ว
ประชาชนยังได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพในราคาประหยัดจากการลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์
ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดปริมาณขยะพลาสติก
ส่งผลให้เกิดความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างสังคมสีเขียวให้ประเทศไทยต่อไป