อย. จับมือ
กรมการแพทย์ เร่งผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์
ให้สามารถขึ้นทะเบียนและต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงเชิงพาณิชย์ ตั้งเป้ายกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง
อาทิ ยาบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMPs) ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (AI)
และ
เวชสำอาง (Cosmeceutical)
เภสัชกรหญิง
สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า
จากนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถด้านสาธารณสุขของประเทศด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูง
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงร่วมกับกรมการแพทย์
เดินหน้าผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์
ให้สามารถพัฒนาและขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้งคณะทำงานย่อยร่วมขับเคลื่อนตามภารกิจสำคัญ
ได้แก่ กลุ่มยาบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMPs) ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์
(AI) เวชสำอาง (Cosmeceutical) การใช้ยาอย่างสมเหตุผล
(RDU) และงานวิจัยทางคลินิก
เพื่อเร่งรัดการพัฒนานวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งนี้ อย. จะสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำ
ให้คำปรึกษาด้านกฎระเบียบ กระบวนการขออนุญาต ตลอดจนการขยายขอบข่ายการกล่าวอ้าง (claim)
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องตามหลักวิทยาศาสตร์และข้อกำหนด รวมถึงการพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัย
(Ethics)
นายแพทย์ณัฐพงศ์
วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า
ในส่วนของกรมการแพทย์ได้จัดตั้ง ATMP Innovation Hub เพื่อเป็นศูนย์กลางโครงข่ายการวิจัยทางคลินิก
(Clinical Trial Research Network) โดยมีโครงการเด่นที่เตรียมเปิดตัวในปี
2569 - 2570 อาทิ การรักษามะเร็งด้วย Car-T Cell สำหรับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและโรคพุ่มพวง
(SLE) การรักษาด้วยเซลล์บำบัด (CIK Cell และ Dendritic Cell) สำหรับรักษาโรคมะเร็งปอด
มะเร็งเต้านม และมะเร็งผิวหนัง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทางการแพทย์
เพื่อสนับสนุนการวินิจฉัยและรักษาที่แม่นยำ รวมถึงเวชสำอาง (Cosmeceutical)
การพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบมาตรฐานระดับสากล
รวมถึงจัดทำแนวปฏิบัติทางคลินิก
และสร้างเครือข่ายวิจัยทางคลินิกในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ อาทิ โรงพยาบาลราชวิถีนำร่องทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์
(AI) ทางการแพทย์ พร้อมทั้งร่วมบริหารจัดการโครงการและให้ความร่วมมือในการรายงานข้อมูลเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์
เพื่อติดตามผลการใช้งานและความปลอดภัยของผู้บริโภค
เลขาธิการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอุปสรรคในการนำงานวิจัยสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์
แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาที่ล้ำสมัยและปลอดภัยได้อย่างรวดเร็ว
สร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบสาธารณสุข
และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ผลิตได้เอง ลดการนำเข้า
และสร้างรายได้ให้กับประเทศในฐานะศูนย์กลางทางการแพทย์ในระดับภูมิภาคและระดับโลก